ซีรี่ย์สตาร์ทอัพตอนที่แล้ว เราทำความรู้จักกับสตาร์ทอัพกันไปว่า สตาร์ทอัพคืออะไร มีคุณสมบัติหรือองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้ธุรกิจนั้นเรียกว่าสตาร์ทอัพ สำหรับในตอนที่ 2 ที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่นี้ เราจะพาไปรู้จักกับประเภทของสตาร์ทอัพหลัก ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบันกัน เอาล่ะ..เริ่ม!

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเงิน (FinTech)

In A Nutshell: สตาร์ทอัพด้าน FinTech คือ ธุรกิจอะไรก็ตามที่ทำให้เรื่องการเงินของเรามันสะดวกขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็แค่นั้นเอง

สตาร์ทอัพประเภท FinTech จะเป็นธุรกิจนำเทคโนโลยีมาบูรณาการกับระบบทางการเงิน เพื่อทำให้ผู้ใช้งานสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การจ่ายเงินออนไลน์ผ่าน PayPal, mPay, หรือ LINE Pay เป็นต้น หรือเป็นสตาร์ทอัพที่ตัดคนกลางอย่างธนาคารออกไป เช่น สตาร์ทอัพเกี่ยวกับการโอนเงินระหว่างประเทศที่ผู้ใช้งานจะเสียค่าธรรมเนียมถูกกว่าธนาคาร หรือสตาร์ทอัพเกี่ยวกับสินเชื่อที่นำผู้ยืมกับผู้ให้ยืมมาเจอกัน ผู้ยืมสามารถกู้เงินจากผู้ที่ให้ยืมได้โดยตรงโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยมหาโหดกับธนาคาร ในขณะเดียวกันผู้ที่ให้ยืมก็ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินทั่วไป หรือสตาร์ทอัพที่ช่วยเหลือด้านการลงทุน เป็นต้น

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน FinTech ของประเทศไทย: CreditMe, RubBUDD, Dreamaker Equity, Primo, PeerPower, Finnomena

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์ (PropTech)

In A Nutshell: PropTech คือธุรกิจที่อำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัยหรือในการบริหารจัดการบ้าน คอนโด หอพัก ที่ดิน นั่นแหลฮะท่านผู้ชมครับ

PropTech คือ สตาร์ทอัพที่ดึงเอาเทคโนโลยีเข้ามาทำงานร่วมกับอสังหาริมทรัพย์ สตาร์ทอัพแนวนี้มีตั้งแต่การเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็น การทำระบบเปิด/ปิดไฟอัตโนมัติ ระบบควบคุมอุณหภูมิห้อง หรือระบบความปลอดภัย เป็นต้น หรือทำเกี่ยวกับระบบการจัดการหอพัก ที่ช่วยลดต้นทุนการจ้างคนดูแลหอ หรือทำเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียนายหน้า เป็นต้น

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน PropTech ของประเทศไทย: CozyBid, ZmyHome, FindYourSpace, Nabour

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการศึกษา (EdTech)

In A Nutshell: EdTech เป็นสตาร์ทอัพที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มพูนทักษะความรู้ของตนเองได้ง่ายและดียิ่งขึ้นผ่านแอพพลิเคชั่น

สตาร์ทอัพด้าน EdTech จะเป็นสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ที่ช่วยยกระดับการเรียนรู้ให้กับเยาวชนหรือบุคคลทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น แอพฯอ่านหนังสือออนไลน์ แอพฯสอนภาษาอังกฤษที่ใส่ความเป็นเกมลงไป ทำให้ผู้ใช้งานได้ทั้งความรู้ภาษาอังกฤษและความสนุกจากการเล่นเกม หรือแอพฯฝึกการพูดในที่สาธารณะ เพียงแค่เราอัดเสียงที่เราฝึกพูดเข้าไปในแอพ แอพก็จะประมวลผลลักษณะการพูดของเรา แล้วให้คำแนะนำ หรือแอพฯที่เป็นช่องทางให้เราเข้าไปหาความรู้จากคอร์สต่าง ๆ โดยมีทั้งฟรีและเสียเงิน

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน EdTech ของประเทศไทย: Ookbee, SkillLane, TaamKru, Globish

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวัน การบริการส่วนบุคคล การท่องเที่ยว และความบันเทิง (Lifestyle : Personal service, TravelTech & Entertainment)

In A Nutshell: สตาร์ทอัพประเภทนี้ เป็นสตาร์ทอัพที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประจำวันของคนทั่วไปนั่นแหละ

สตาร์ทอัพประเภทดังกล่าว เป็นธุรกิจที่ทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาจุกจิกในชีวิตประจำวัน และทำให้เราใช้ชีวิตได้ชิลมากขึ้น สตาร์ทอัพด้านการบริการส่วนบุคคลที่เห็นภาพได้ชัดที่สุด ก็คือ อูเบอร์ (Uber) เราไม่ต้องหัวเสียกับการเรียกแท็กซี่แล้วไม่จอด โดนโกงมิเตอร์ และอื่น ๆ เพียงแค่เรียกผ่านแอพ คนขับก็มารับถึงที่ รถก็นั่งสบายด้วย

ด้านการท่องเที่ยว ก็เช่น Airbnb ที่เราสามารถจองห้องพักโดยไม่ต้องผ่านเอเจนซี่ ทำให้เราได้ที่พักที่สมราคาและไม่เสียค่าผ่านกลางให้กับเอเจนซี่ด้วย

ส่วนด้านความบันเทิง ก็ได้แก่ สตาร์ทอัพที่นำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เข้ามาผสมผสานกับการเล่นเกม หรือการชมภาพยนตร์ หรือการทำ VPN ให้สามารถเล่นเกมได้ลื่นไหลมากขึ้น เป็นต้น

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน Lifestyle ของประเทศไทย: Penguint, Tuk Tuk Hop, Haup, Share Ways, Pingbooster

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเข้าถึงสินค้าและโลจิสติกส์ (E-Commerce & Logistics)

In A Nutshell: สตาร์ทอัพด้าน E-Commerce ทำให้ระบบซื้อขายของออนไลน์มันสมาร์ทยิ่งขึ้น ในขณะที่สตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ช่วยอุดช่องว่างที่ระบบโลจิสติกส์ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้หรือให้บริการได้

สตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับ E-Commerce ส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวกับการขายของออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มอื่น เช่น แอพพลิเคชั่นหรือเฟสบุ๊ก เป็นต้น แต่ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ยังมีสตาร์ทอัพที่ให้บริการทำระบบ E-Commerce ให้กับร้านค้า รวมถึงช่วยดูแลเรื่องการบริหารจัดการอีกด้วย ทำให้เจ้าของกิจการที่ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมากนัก สามารถใช้งานระบบ E-Commerce ได้เช่นกัน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเวลาไปได้อย่างมาก

ส่วนสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ โดยมากมักจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของระบบโลจิสติกส์หลัก ยกตัวอย่างเช่น Skootar สตาร์ทอัพแมสเซ็นเจอร์ของไทย ที่มีบริการส่งของกทม.- ปริมณฑลภายใน 1 วัน มีบริการเก็บเช็ค-วางบิล และอื่น ๆ ที่ไปรษณีย์ไม่สามารถให้บริการได้

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน E-Commerce & Logistics ของประเทศไทย: Commerzy, Nexts, Skootar, Shippop, Zort

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ (HealthTech)

In A Nutshell: HealthTech เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่ลด Gap ระหว่างแพทย์กับคนทั่วไป ทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องง่าย หรือพัฒนาระบบการบริหารจัดการของสถาบันทางการแพทย์

HealthTech เป็นสตาร์ทอัพที่นำความรู้ทางการแพทย์มาประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยี มีทั้งสตาร์ทอัพที่ช่วยให้เราเข้าถึงแพทย์ได้แบบออนไลน์ ทำให้เราสามารถปรึกษากับแพทย์ได้โดยตรงและมีความปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงกับข้อมูลเท็จตามเว็บ หรือพัฒนา Gadget ที่ชี้วัดสุขภาพของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้งานสามารถรับรู้ได้ว่าสุขภาพของตนเป็นอย่างไร มีอะไรผิดปกติไหม หากมีปัญหาก็สามารถไปหาแพทย์ได้ทันท่วงที หรือแอพพลิเคชั่นที่คอยโค้ชชิ่งผู้ใช้งานในเรื่องฟิตเนส ในระดับใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นการพัฒนาระบบการบริหารการจัดการโรงพยาบาลและคลินิก เป็นต้น

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน HealthTech ของประเทศไทย: หาหมอ.com, HexSense, MEiD, PharmaSafe

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการเกษตรและอาหาร (AgriTech & FoodTech)

In A Nutshell: AgriTech เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำเอาเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาศักยภาพในการทำงานของเกษตรกร ส่วน FoodTech เป็นการอำนวยความสะดวกและเพิ่มช่องทางให้เราเอาอาหารเข้าปากได้ง่ายและเร็วขึ้น

สตาร์ทอัพด้าน AgriTech เป็นสตาร์ทอัพที่นำองค์ความรู้ทางด้านเกษตรกรรมและวิทยาศาสตร์มาประยุกต์กับเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้การทำงานของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิต การดูแลรักษาน้ำและดิน การควบคุมโรคและศัตรูพืช และอื่น ๆ อีกมากมาย สตาร์ทอัพประเภทนี้จะช่วยผลักเกษตรกรออกจากกลุ่มอาชีพที่มีรายได้ระดับล่างไปสู่การมีรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้น

ในส่วนของสตาร์ทอัพด้าน FoodTech เป็นสตาร์ทอัพที่ให้บริการด้านอาหาร มีหลากหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่การทำเรื่องเกี่ยวกับการส่งวัตถุดิบ ไปจนถึงบริการส่งอาหารพร้อมรับประทานถึงที่ หรืออาจจะไม่ได้เกี่ยวกับอาหารโดยตรง แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานสามารถจองโต๊ะในร้านอาหาร หรือต่อคิวผ่านแอพพลิเคชั่น

ตัวอย่างสตาร์ทอัพด้าน AgriTech & FoodTech ของประเทศไทย: Smart Think, Len-Din, Len-Nam, BioBonics, QueQ, FoodPanda

  1. ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านการส่งเสริมอุตสาหกรรม (IndustryTech)

In A Nutshell: IndustryTech คือ สตาร์ทอัพที่เข้าไปช่วยบริหารจัดการอุตสาหกรรมแต่ละภาค หรือนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ไปทำงานแทนมนุษย์ในภารกิจต่าง ๆ ของอุตสาหกรรม

IndustryTech เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาหุ่นยนต์จัดการฟาร์มอัจฉริยะ หรือนวัตกรรม UAV (Unmanned Aerial Vehicle) เช่น โดรน เพื่อใช้ในงานสำรวจพื่นที่ที่เหมาะสมในการทำอุตสาหกรรมประเภทนั้น ๆ หรือเพื่อใช้ในการติดตามและตรวจสอบการทำงานในพื้นที่ของอุตสากรรมดังกล่าว เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นที่คอยเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลด้วย

กล่าวโดยสรุป

อันที่จริงแล้วประเภทของสตาร์ทอัพที่เรากล่าวมาเป็นเพียงการจำแนกประเภทหลัก ๆ ทั้งหมด8 ประเภทเท่านั้น ยังมีสตาร์ทอัพอีกหลากหลายรูปแบบที่นอกเหนือไปจากที่กล่าวมา หากจินตนาการของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ประเภทของสตาร์ทอัพก็คงเกิดขึ้นใหม่ได้เรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

หวังว่าทุกคนคงพอเข้าใจแล้วว่าสตาร์ทอัพแต่ละประเภทมีรูปแบบการทำงานอย่างไรและมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ในตอนถัดไปเราจะพาทุกคนไปสัมผัส Silicon Valley ดินแดนอันเป็นต้นกำเนิดของสตาร์ทอัพของโลกใบนี้ อย่าลืมติดตามกันนะ

———————————-
EP.1 สตาร์ทอัพคืออะไร?
EP.2 ประเภทของสตาร์ทอัพ
EP.3 รู้จักกับซิลิคอนวัลเลย์
EP.4 ได้เวลาเริ่มต้นทำสตาร์ทอัพ

Recent Posts